หากคุณเคยเอามือไปแตะตัว มอเตอร์ไฟฟ้า ตอนมันทำงานอยู่ไหมครับ? แล้วเผลอร้องออกมาว่า “เฮ้ย ทำไมมันร้อนขนาดนี้!” กลัวว่ามันจะไหม้ไหมนี่? เราเชื่อว่าหลายคนต้องเคยมีโมเมนต์แบบนั้นแน่นอนครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นช่างมืออาชีพหรือคนทั่วไปที่ใช้เครื่องจักรในบ้าน ก็คงเคยสงสัยเหมือนกันว่า…มอเตอร์ไฟฟ้า ที่ร้อนจี๋แบบนี้ มันถือว่าปกติหรือกำลังส่งสัญญาณเตือนอะไรบางอย่างอยู่กันแน่?
คำถามนี้แหละครับ ที่มักโผล่ขึ้นมาเสมอเวลามีใครได้กลิ่นไหม้จาง ๆ หรือแตะแล้วมือแทบพอง บางคนถึงขั้นรีบปิดสวิตช์แล้วเอาพัดลมเป่า มอเตอร์ไฟฟ้า เลยก็มี! แต่ก่อนจะตกใจไปไกล มาลองคุยกันแบบเพื่อนช่างสบาย ๆ ดูครับว่า “มอเตอร์ร้อน” มันปกติได้แค่ไหน และตอนไหนที่เราควรเริ่มกังวลจริง ๆ
ความร้อนใน มอเตอร์ไฟฟ้า ไม่ใช่ศัตรู…แต่ถ้ามากเกินไปก็ไม่ใช่เพื่อน
มอเตอร์ไฟฟ้า ทำงานด้วยหลักการง่าย ๆ คือเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้กลายเป็นพลังงานกล ผ่านสนามแม่เหล็กและขดลวดทองแดง ฟังดูเหมือนเรียบง่าย แต่เบื้องหลังมันมีแรงหมุนและพลังงานไหลวนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนว่าการทำงานแบบนี้ต้องมีความร้อนเกิดขึ้นเสมอครับ เรียกได้ว่าเป็นของคู่กันเลยก็ว่าได้
ดังนั้น ถ้า มอเตอร์ไฟฟ้า เกิดอุ่น ๆ หรืออุ่นจนรู้สึกได้หลังทำงานไปสักพัก ถือว่าเป็นเรื่องปกติสุด ๆ เหมือนคนที่ออกแรงแล้วเหงื่อออก แต่ถ้ามันร้อนจี๋จนแตะไม่ได้ หรือเริ่มมีกลิ่นไหม้แรง ๆ ลอยมา นั่นไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้วครับ เพราะนั่นคือสัญญาณเตือนชัดเจนว่ามีบางอย่างไม่โอเค อาจเป็นขดลวดที่เริ่มเสื่อม แบริ่งฝืด หรือระบายความร้อนไม่ทัน ถ้าปล่อยไว้นานไม่ใช่แค่ทำงานช้าลง แต่อาจลามถึงขั้นไหม้ทั้งตัวได้เลยครับ
แค่ไหน ถึงเรียกว่า มอเตอร์ไฟฟ้า ร้อนเกินไป?
โดยทั่วไป มอเตอร์ไฟฟ้า จะมีอุณหภูมิทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 60–80°C ถ้าเป็นรุ่นอุตสาหกรรมก็อาจทนได้ถึง 100–120°C เลยครับ แต่ถ้าคุณแตะแล้วรู้สึกว่าแค่ไม่ถึง 3 วินาทีต้องรีบชักมือออก นั่นหมายความว่าอุณหภูมิน่าจะเกิน 70°C แล้ว ซึ่งถือว่าสูงเกินไปสำหรับมอเตอร์ขนาดเล็กหรือรุ่นที่ใช้ในบ้านทั่วไป ลองนึกภาพง่าย ๆ เหมือนเวลาคุณจับแก้วกาแฟที่เพิ่งชงเสร็จ ถ้าร้อนจนต้องรีบปล่อยมือ นั่นแหละคือสัญญาณเดียวกัน! แปลว่าความร้อนเริ่มมากเกินที่ร่างกายรับได้ และในมอเตอร์ก็เช่นกันครับ ถ้ามันร้อนระดับนั้นบ่อย ๆ ต้องเริ่มเอะใจได้เลย มอเตอร์ไฟฟ้า ส่วนใหญ่จะมี ฉลาก Class Insulation แปะอยู่ข้างตัว เช่น Class B, F หรือ H ตัวเลขพวกนี้ไม่ได้มีไว้เท่ ๆ นะครับ แต่มันบอกเลยว่าขดลวดทองแดงข้างในทนร้อนได้แค่ไหน เช่น
- Class A: ทนได้ประมาณ 105°C
- Class B: ทนได้ประมาณ 130°C
- Class F: ทนได้ประมาณ 155°C
- Class H: ทนได้สูงสุดถึง 180°C
พูดง่าย ๆ ถ้า มอเตอร์ไฟฟ้า ของคุณเป็น Class B แล้ววัดได้ราว ๆ 120°C นี่คือจุดที่มันเริ่มร้องขอให้คุณตรวจเช็กแล้วครับ อย่ารอให้กลิ่นไหม้มาก่อนถึงจะรู้ตัว!
เรื่องเล่าจากหน้างาน มอเตอร์ไฟฟ้า ที่ร้อนจนอบฝุ่นได้
เราเคยคุยกับช่างโรงงานผลิตพลาสติกแห่งหนึ่ง เขาเล่าว่าเคยเจอ มอเตอร์ไฟฟ้า 5 แรงม้าที่ร้อนจน “ฝุ่นเกาะแล้วไหม้” ได้เลยครับ! ตอนนั้นเครื่องเริ่มมีกลิ่นไหม้ ๆ ลอยออกมา แล้วเสียงมอเตอร์ก็เปลี่ยนจากหึ่งเรียบ ๆ กลายเป็นครืด ๆ พอจับดูถึงกับต้องรีบชักมือออก เพราะร้อนจนเหมือนหม้อหุงข้าวพึ่งต้มเสร็จ สุดท้ายพอเปิดฝาครอบดู ปรากฏว่าแบริ่งข้างในเสียจนลูกปืนฝืด พอมอเตอร์หมุนฝืนอยู่ตลอดเวลา ความร้อนเลยสะสมจนสูงผิดปกติ และนั่นคือสาเหตุหลักที่มอเตอร์ไหม้ในอีกไม่กี่วันต่อมา บทเรียนจากเคสนี้คือ ความร้อนไม่ได้เกิดจากไฟฟ้าอย่างเดียว แต่เกิดจาก “แรงเสียดทาน” ด้วยครับ
มอเตอร์ไฟฟ้า ร้อนเพราะอะไร? สาเหตุหลักที่เจอบ่อยในชีวิตจริง
- โหลดเกิน (Overload) ถ้ามอเตอร์ต้องแบกภาระหนักเกินกำลัง เช่น ใช้กับเครื่องจักรที่ต้องออกแรงมากกว่าที่ออกแบบไว้ มันจะกินกระแสไฟเพิ่มเพื่อรักษากำลัง ผลคือร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนคนยกของหนักนาน ๆ แล้วเหงื่อแตกพราก บางคนอาจจะสังเกตได้ว่าไฟในโรงงานหรี่ลงตอนเครื่องเริ่มทำงาน นั่นแหละครับ สัญญาณว่ามันกำลังแบกเกินตัว!
- แรงดันไฟตก (Undervoltage) ไฟตกไม่ใช่เรื่องเล็กครับ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทหรือปลายสายไฟ ถ้าแรงดันไฟไม่ถึง มอเตอร์จะพยายามดึงกระแสเพิ่มเพื่อให้หมุนได้เท่าเดิม ผลคือขดลวดต้องทำงานหนักขึ้นและร้อนจัดขึ้นตามไปด้วย เหมือนเราวิ่งขึ้นเนินแต่มีออกซิเจนน้อย ร่างกายก็เหนื่อยไวขึ้นนั่นเอง
- ระบบระบายความร้อนไม่ดี ฝุ่นอุดใบพัดลม ระบายลมไม่ออก หรือเครื่องติดผนังเกินไปจนลมไม่ผ่าน เรื่องเล็ก ๆ แต่เจอกันบ่อยมาก โดยเฉพาะในโรงงานไม้หรือร้านกลึงที่มีเศษฝุ่นลอยอยู่เต็มไปหมด ถ้าไม่เป่าทำความสะอาดบ้าง ความร้อนจะสะสมจนมอเตอร์ร้อนเหมือนเตาอบได้เลยครับ
- แบริ่งฝืด / น้ำมันหล่อลื่นแห้ง แบริ่งนี่แหละตัวแสบ ถ้าไม่ได้หล่อลื่นเป็นระยะ มันจะฝืดจนเสียงดังครืด ๆ แล้วก็ทำให้แรงเสียดทานเพิ่มขึ้น มอเตอร์เลยต้องใช้แรงมากกว่าปกติ ความร้อนก็พุ่งขึ้นทันที เหมือนเราปั่นจักรยานโดยไม่ได้หยอดน้ำมันโซ่ ขี่ไปไม่ถึงสิบนาทีก็เหนื่อยแทบขาดใจ
- ขดลวดเริ่มเสื่อมสภาพ หลังใช้งานหลายปี ฉนวนของขดลวดจะเริ่มกรอบ แตก หรือหลุด ทำให้กระแสไฟรั่ว ความต้านทานเพิ่ม และเกิดความร้อนสะสมในขดลวด บางทีอาจมีกลิ่นฉุน ๆ ลอยออกมานิด ๆ เหมือนพลาสติกไหม้ นั่นแหละครับสัญญาณเตือนว่าอายุการใช้งานของมอเตอร์ใกล้ถึงขีดสุดแล้วร้อนจัด
- ระบบระบายความร้อนไม่ดี ฝุ่นอุดใบพัดลม ระบายลมไม่ออก หรือเครื่องติดผนังเกินไปจนลมไม่ผ่าน ปัญหาเล็ก ๆ แบบนี้ทำให้ความร้อนสะสมมากกว่าที่คิดครับ
- แบริ่งฝืด / น้ำมันหล่อลื่นแห้ง เวลาแบริ่งแห้งหรือฝืด จะทำให้เกิดแรงเสียดทานในจุดหมุน พอหมุนฝืน ความร้อนก็เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ
- ขดลวดเริ่มเสื่อมสภาพ หลังใช้งานหลายปี ฉนวนของขดลวดจะเริ่มกรอบ แตก หรือหลุด ทำให้กระแสไฟรั่ว ความต้านทานเพิ่ม และเกิดความร้อนสะสมในขดลวด
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่า มอเตอร์ไฟฟ้า ร้อนเกินปกติหรือยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย?
หนึ่งในวิธีง่ายที่สุดคือใช้ เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรด (Infrared Thermometer) ยิงวัดผิวตัวมอเตอร์ขณะทำงาน วิธีนี้สะดวกสุด ๆ แค่เล็งแล้วยิง ก็รู้ทันทีว่ามันร้อนเกินไปหรือยัง ถ้าเกิน 80°C เมื่อไหร่ ถือว่าเริ่มน่าเป็นห่วงแล้วครับ ควรหาสาเหตุให้ไวเลย ไม่ต้องรอให้มีกลิ่นไหม้ก่อนค่อยขยับตัว
แต่ถ้าใครไม่มีเครื่องมือวัด fancy แบบนั้น จะใช้วิธีบ้าน ๆ ก็ได้ครับ — ใช้มือแตะดูเลย! ถ้าแตะแล้วอยู่ได้แค่ 2–3 วินาทีต้องรีบชักมือออก แสดงว่าเริ่มร้อนเกินไปแล้ว แต่ถ้ายังวางมือไว้ได้สบาย ๆ 5–10 วินาทีไม่สะดุ้ง ก็ถือว่ายังอยู่ในโซนปลอดภัยครับ เคล็ดลับเล็ก ๆ จากช่างเก่า ๆ คือ “อย่ากลัวแตะมอเตอร์ แต่ต้องรู้จังหวะชักมือ” เพราะบางคนพอเห็นมอเตอร์ร้อนก็รีบหนี ทั้งที่จริงมันอาจจะยังอยู่ในระดับปกติแค่ดูน่ากลัวเท่านั้นเอง!
อย่าเพิ่งตกใจ! มอเตอร์ไฟฟ้า ร้อนบ้างถือว่าปกติ
หลายคนเข้าใจผิดว่า มอเตอร์ไฟฟ้า ที่ทำงานแล้วร้อนคือสัญญาณไม่ดีเสมอไป แต่จริง ๆ แล้วมอเตอร์ทุกตัวออกแบบมาให้ทนร้อนได้ระดับหนึ่งครับ พูดกันแบบภาษาช่างง่าย ๆ คือ มอเตอร์ไฟฟ้า มันก็เหมือนคนออกกำลังกาย พอทำงานหนักก็ต้องมีอุ่นตัว มีเหงื่อออกหน่อย ถึงจะหมุนลื่นอยู่ได้นาน โดยเฉพาะมอเตอร์แบบ Induction หรือแบบเฟสเดียวที่เราเห็นกันบ่อย ๆ ในเครื่องปั๊มน้ำ พัดลม หรือเครื่องดูดฝุ่น มักจะมีอุณหภูมิผิวสูงถึง 60–70°C อยู่แล้ว ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติสุด ๆ ครับ ไม่ต้องตกใจถ้าแตะแล้วอุ่นมือ เพราะนั่นคือธรรมชาติของมัน ที่สำคัญ มอเตอร์ไฟฟ้า ร้อนยังมีข้อดีบางอย่างด้วยนะ เช่น ช่วยไล่ความชื้นไม่ให้เกาะในขดลวด ป้องกันสนิมและไฟรั่วในระยะยาว เรียกได้ว่าความร้อนเล็กน้อยนี่แหละคือเพื่อนคู่ใจของ มอเตอร์ไฟฟ้า เลยครับ
เทคนิคช่าง : วิธีสังเกตและป้องกัน มอเตอร์ไฟฟ้า ร้อนเกิน
- ทำความสะอาดช่องลมเป็นประจำ อย่ามองข้ามเรื่องนี้เด็ดขาดครับ ฝุ่นหรือเศษขี้เลื่อยเล็ก ๆ นี่แหละตัวดี มันจะค่อย ๆ เข้าไปอุดช่องระบายลมจนมอเตอร์ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ แบบไม่รู้ตัว ลองหาเวลาสักอาทิตย์ละนิด เป่า หรือใช้แปรงปัดฝุ่นออกบ้างก็พอครับ เหมือนเราเช็ดพัดลมที่บ้าน ถ้าไม่ทำ เดี๋ยวมันก็ฝืด ร้อน แล้วก็พังเร็วเหมือนกัน รับรองเลยว่าแค่ทำความสะอาดนิดเดียว มอเตอร์จะเย็นลงจนสัมผัสได้จริง ๆ
- ตั้งมอเตอร์ให้ห่างจากผนังหรือแหล่งความร้อน เว้นระยะไว้สัก 15–20 ซม. ให้ลมผ่านได้สะดวก เหมือนคนทำงานต้องมีพื้นที่หายใจ มอเตอร์ก็เหมือนกันครับ ถ้าอุดอู้เกินไปเดี๋ยวจะหายใจไม่ออกจนร้อนพุ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว อย่าให้มันต้องทนอยู่ในมุมอับเหมือนเรานั่งทำงานในห้องไม่มีแอร์เลยครับ
- หมั่นตรวจเช็กแบริ่งและจาระบี ถ้าได้ยินเสียงครืด ๆ หรือหมุนฝืดเมื่อไหร่ รีบจัดการเลยครับ เพราะเสียงพวกนี้คือเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากมอเตอร์นั่นเอง หยอดจาระบีใหม่ หรือเปลี่ยนลูกปืนซะก่อนจะร้อนจนไหม้ เสียงครืด ๆ เบา ๆ วันนี้อาจกลายเป็นเสียงดัง “ปัง!” วันพรุ่งนี้ได้ถ้าไม่รีบแก้
- เช็กแรงดันไฟฟ้าเป็นระยะโดยเฉพาะในโรงงานหรือพื้นที่ห่างไกลที่ไฟมักตกบ่อย ถ้าเห็นไฟกระพริบหรือเครื่องหมุนช้าลง นั่นคือสัญญาณแล้วครับ อาจต้องติดตั้งตัวปรับแรงดันหรือหม้อแปลงเสริม เพื่อให้มอเตอร์ได้ไฟเสถียร ไม่อย่างนั้นมอเตอร์จะเหนื่อยเกินไปเหมือนเราวิ่งตอนอากาศบาง ๆ เลย
- ติดตั้งพัดลมหรือระบบระบายความร้อนเสริม สำหรับมอเตอร์ที่อยู่ในที่อับหรือร้อน เช่น ห้องเครื่อง หรือโรงงานหล่อโลหะ ถ้าได้พัดลมเล็ก ๆ เป่าช่วยบ้างจะดีมาก มอเตอร์จะเย็นลงจนแตะได้สบาย ๆ เหมือนเราได้ลมเย็นตอนกลางวันร้อน ๆ นั่นแหละครับ
- อย่าปล่อยให้ทำงานเต็มโหลดตลอดเวลา ถ้ามอเตอร์ต้องหมุนทั้งวันไม่มีพัก มันก็เหมือนคนทำงานไม่มีวันหยุดครับ แนะนำให้มีช่วงพักบ้าง หรือขยับขนาดมอเตอร์ขึ้นอีกขั้น จะช่วยยืดอายุการใช้งานได้ยาวแบบสบาย ๆ เหมือนให้มอเตอร์ได้หายใจหายคอบ้าง ไม่ต้องฝืนจนเกินกำลัง
มอเตอร์ไฟฟ้า กับความเข้าใจผิดยอดฮิต
- มอเตอร์ไฟฟ้า ใหม่ไม่ควรร้อน อย่าเพิ่งตกใจครับ! มอเตอร์ใหม่ส่วนใหญ่จะร้อนกว่าปกติเล็กน้อยในช่วงแรก เพราะมันอยู่ในช่วง “รันอิน” (Run-in) เหมือนรถใหม่ที่เพิ่งออกศูนย์ ต้องใช้เวลาขับให้เครื่องเข้าที่ก่อน พอผ่านไปสักพัก ทุกอย่างจะลื่นขึ้น ความร้อนก็จะค่อย ๆ ลดลงเอง ถือว่าเป็นเรื่องปกติสุด ๆ ไม่ต้องรีบหาพัดลมมาเป่าให้เหนื่อยครับ
- มอเตอร์ไฟฟ้า ที่ร้อนคือไฟเกิน ไม่เสมอไปเลยครับ บางทีไม่ได้เกี่ยวกับไฟฟ้าเกินอย่างที่คิด แต่เป็นเพราะโหลดหนักไป หรือระบายความร้อนไม่ดีมากกว่า เหมือนเราอยู่ในห้องไม่มีพัดลม ต่อให้ไฟไม่แรงก็ยังร้อนอยู่ดี! ถ้าอยากเช็กให้แน่ แค่ใช้แคลมป์มิเตอร์วัดกระแส ก็รู้แล้วว่ามันร้อนเพราะไฟหรือเพราะเหนื่อยเกินกำลัง
- ติดพัดลมเป่าไว้ตลอดจะดี ฟังดูเหมือนดี แต่ระวังหน่อยครับ! เพราะถ้าพัดลมเป่าฝุ่นเข้าไปในช่องระบายอากาศมากเกิน จะกลายเป็นตัวสะสมฝุ่นแทนที่จะช่วยระบายความร้อน สุดท้ายมอเตอร์ร้อนกว่าเดิมอีก บางคนเป่าช่วยดี ๆ กลายเป็นช่วยให้พังเร็วขึ้นเฉยเลย ช่างเก่าชอบพูดว่า “จะช่วย ก็ต้องช่วยให้ถูกที่ถูกทาง” คำนี้ใช้ได้จริงเลยครับ
ถ้า มอเตอร์ไฟฟ้า เริ่มร้อนผิดปกติ ต้องทำยังไงดี?
- หยุดใช้งานทันที แล้วปล่อยให้เย็นก่อน อย่าฝืนเปิดต่อเด็ดขาดครับ เพราะอาจทำให้ฉนวนขดลวดไหม้ได้จริง ๆ คิดซะว่ามอเตอร์ก็เหมือนคนที่ไข้ขึ้นสูง ถ้ายังฝืนทำงานต่อก็มีสิทธิ์พังทั้งระบบครับ
- ตรวจสอบโหลดที่ต่ออยู่ ว่ามากเกินไปไหม มีของติดขัดหรือเปล่า — บางครั้งสาเหตุอยู่ที่ปลายทาง เช่น สายพานตึงไป หรือใบพัดติดเศษของแข็ง แค่คลายหรือเคลียร์ออกก็ดีขึ้นทันตาเลยครับ
- เช็กระบบไฟฟ้า โดยใช้แคลมป์มิเตอร์วัดกระแส ถ้ากระแสเกินพิกัดต้องรีบหาสาเหตุ อย่าปล่อยให้ร้อนสะสมไปเรื่อย ๆ เพราะจากแค่กลิ่นไหม้อาจกลายเป็นเสียง “ปัง!” ได้ในไม่กี่นาที
- ตรวจสอบใบพัดและช่องระบายอากาศ ว่ามีสิ่งอุดตันหรือฝุ่นสะสมไหม — ฝุ่นเล็ก ๆ นี่แหละครับ ตัวการใหญ่ที่ทำให้ลมไม่ผ่าน พอไม่มีลม มอเตอร์ก็เหมือนคนไม่มีพัดลม ต้องทนอบอยู่กับความร้อนทั้งวัน
- ดูแบริ่งว่าฝืดหรือเสียงผิดปกติหรือเปล่า ถ้ามีให้หล่อลื่นหรือเปลี่ยนใหม่ทันทีครับ อย่ารอจนเสียงดังครืด ๆ เพราะนั่นคือสัญญาณสุดท้ายก่อนมันจะพังจริง ๆ ช่างหลายคนบอกไว้เลยว่า “เสียงแบริ่งคือเสียงเตือนจากมอเตอร์” ได้ยินเมื่อไหร่ รีบตอบกลับก่อนจะสายเกินไป!
สรุป
มอเตอร์ไฟฟ้า ร้อนจัดไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ต้องรู้ว่า “ร้อนแค่ไหนถึงเรียกว่าปกติ” และ “ร้อนแบบไหนคือสัญญาณอันตราย” หากมอเตอร์คุณร้อนพอแตะไม่ได้ แต่ยังไม่มีเสียงผิดปกติ ไม่มีกลิ่นไหม้ และทำงานได้ตามปกติ ก็ยังถือว่าโอเคครับ แต่ถ้าเริ่มมีอาการไฟตก เสียงหึ่งแรง ๆ หรือกลิ่นฉุน ๆ นั่นคือสัญญาณให้รีบพักทันที อย่าลืมครับ มอเตอร์ก็เหมือนคนทำงาน ถ้าได้พัก มีลม มีการดูแลที่ดี มันก็อยู่กับเราได้นานเป็นสิบปี แต่ถ้าปล่อยให้ทำงานหนัก ร้อนตลอดเวลา ไม่เคยเช็ก ไม่เคยเป่าฝุ่น ต่อให้ของดีแค่ไหนก็พังไวแน่นอนครับ
เพราะสุดท้ายแล้ว… “ความร้อน” ไม่ใช่แค่เรื่องของอุณหภูมิ แต่มันคือสัญญาณเตือนจากมอเตอร์ที่กำลังบอกว่า “ผมเหนื่อยแล้วนะ พักให้หน่อยครับ!”








































